พฤศจิกายน 15, 2021
พฤศจิกายน 17, 2021

“วินท์ สุธีรชัย” กับเส้นทางความสำเร็จในฐานะ “นักบริหารรุ่นใหม่”

Update : 9 พฤศจิกายน 2564

 

 

หลายคนรู้จัก "วินท์ สุธีรชัย" ในนาม อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล แต่อีกนามหนึ่งของเขาคือ “นายห้างวินท์” นักธุรกิจพันล้านที่หน้าจับตามอง
ผู้ขับเคลื่อนวงการอุตสาหกรรมเหล็กไทยสู่ตลาดโลก ภายใต้การบริหารงานแบบคนรุ่นใหม่
"วินท์ สุธีรชัย" จบการศึกษาในสาขา Management Information Systems (MIS) จาก มหาวิทยาลัย Worcester Polytech Institute of Technology (WPI),
Massachusetts ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยก่อนหน้าที่จะเข้ามารับบทบาททางการเมืองนั้นดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไพร์ม สตีล มิลล์ จำกัด
ซึ่งปัจจุบันก็ยังคงเป็นเช่นนั้นอยู่

โดยไพร์ม สตีล มิลล์ เป็นบริษัทเหล็กที่อยู่ในอุตสาหกรรมกลางน้ำ ผลิตเหล็กม้วนรีดร้อนที่นำไปใช้ได้กับหลายผลิตภัณฑ์ ทั้งเหล็กรูปพรรณ เหล็กโครงสร้างต่างๆ
และกรรมการบริษัทอสังหาริมทรัพย์อย่างน้อย 11 แห่ง ในเครือตระกูล “สุธีรชัย”

จุดเริ่มต้นคือ "โอกาส"
ซึ่งเส้นทางของเขา ถูกแบ่งออกเป็น 2 ทางคือ ความฝันบนโลกไอทีและโลกของเกมส์ อีกฝั่งคือความมั่นคงในธุรกิจเหล็กที่สามารถเติบโตได้ไม่จบสิ้น เขาเลือกทางเดิน
สู่ธุรกิจอุสาหกรรมเหล็กในวันที่ไม่มีอะไร และความรู้ทุกอย่างแทบจะเป็นศูนย์ พร้อมเก็บคำดูถูกของบิดามาเป็นพลังขับเคลื่อนความสำเร็จให้กับชีวิต
วินท์ กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของเขามาจากคำว่า "โอกาส" ซึ่งโชคดีที่ได้โอกาสไปทำงานใน 2 บริษัทใหญ่ ได้เรียนรู้กับผู้บริหารที่ประสบความสำเร็จ ได้เรียนรู้จากคนที่เก่งกว่า
ซึ่งจะประสบความสำเร็จได้หากไม่หยุดเรียนรู้ และสังเกตสิ่งต่างๆที่อยู่รอบตัว

เหล็กคือพื้นฐานในการพัฒนาประเทศ
โดยเขาสามารถปั้นบริษัทขึ้นมาทัดเทียมกับบริษัทในระดับโลกได้โดยการเชื่อมสัมพันธ์บริษัทคู่แข่ง คือ บริษัท เอเชีย เมทัล จำกัด และ บริษัท เดอะสตีล จำกัด
ที่นับเป็นผู้เล่นรายใหญ่ในอุตสาหกรรมเหล็ก โดยให้บริษัทยักษ์ใหญ่ ทั้งสองบริษัทมาเป็นคู่ค้า และเป็นหุ้นส่วนก่อตั้ง ไพร์ม สตีลฯ ที่ต่างเอื้อประโยชน์ต่อทั้งสามบริษัทด้วย
เนื่องจากเขามองว่าการตอบโจทย์ในสิ่งที่ตลาดไม่มี เป็นตัวแปรสำคัญของการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้จะมีสินค้าครบเรียกได้ว่า One Stop Service ก็ตาม
แต่หากความแตกต่างนี้ไม่สามารถให้ลูกค้าได้ผลประโยชน์หรือกำไรขึ้นได้ ก็คงไม่ต่างจากคู่แข่งอย่างชัดเจน ดังนั้นสิ่งแรกที่เขาให้ความสำคัญคือ การสร้างมูลค่าเพิ่ม
ให้กับแบรนด์ เพื่อทำให้ลูกค้าตัดสินใจเลือก หรือนึกถึงทุกครั้ง

“สิ่งที่เราโฟกัสจึงไม่ใช่แค่เรื่องยอดขายเท่านั้น แต่เป็นแบรนด์ดิ้งหรือประสบการณ์ที่ลูกค้าประทับใจ และให้ความไว้วางใจ และถ้าเป็นเรื่องเหล็กก็ต้องเลือกเรา”

ทั้งนี้หลังจากประสบความสำเร็จจากบริษัท ไพร์ม สตีล มิลล์ เขาก็พบกับความท้าทายครั้งใหม่กับการดำรงตำแหน่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท อิน-เทค สตีล จำกัด
โรงงานผลิตท่อเหล็ก และเหล็กแผ่นคุณภาพสูงให้แก่กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ด้วยทุนจดทะเบียน 200 ล้านบาท ที่ตนเองเป็นผู้ร่วมก่อตั้งโรงงาน
และมีส่วนร่วมตั้งแต่การเขียนโครงการ การก่อสร้างโรงงาน คิดแผนกลยุทธ์

ขณะเดียวกันบริษัทฯยังเป็นโรงงานเหล็กที่ผลิตท่อเหล็กและแผ่นเหล็กเพื่อเป็นส่วนประกอบสำคัญในการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ใหักับบริษัทผลิตรถยนต์และมอเตอร์ไซค์ต่างๆ
เช่น โตโยต้า ฮอนด้า มิตซูบิชิ ยามาฮ่า ฯลฯ อีกทั้งยังเป็นโรงงานสัญชาติไทยแท้ๆโรงงานเดียวที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่สามารถแข่งกับบริษัทที่มีหุ้นส่วนจากต่างประเทศได้

"ปกติอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์และมอเตอร์ไซค์ เป็นอุตสาหกรรมที่ต้องใช้มาตรฐานในการผลิตสูงเนื่องจากใช้ระบบ automatic ในการผลิตเป็นส่วนมาก
และเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของชีวิตโดยตรง ดังนั้น การที่ผู้ผลิตรถยนต์ให้ความไว้วางใจในโรงงานของเรา จึงเป็นเสมือนเครื่องการันตีในคุณภาพของโรงงานเรา
ว่าได้มาตรฐานสูงเช่นกัน"

ด้วยความหลักแหลมของเขาทำให้บริษัทเติมโตอย่างมั่นคงจนทำให้ปัจจุบันบริษัทดำเนินการได้มีกำไรอย่างน่าจับตามอง และมีแผนที่จะเข้า ตลาดหลักทรัพย์ในปี 2565
ที่จะถึงนี้

เหล็กกล้า ต้องไม่กลัวความร้อน
เมื่อประสบความสำเร็จในด้านการทำธุรกิจแล้ว เป้าหมายต่อไปของเขา คือการนำประสบการณ์มาช่วยพัฒนาประเทศ ด้วยความมุ่งมั่นที่จะเห็นประเทศไทยเติบโต
เป็นประเทศพัฒนาแล้วอย่างยั่งยืนผ่านโครงการต่างๆที่กำลังดำเนินการ

ส่วนมุมมองทางด้านแวดวงการเมือง เขามองว่าเป็นบันไดขั้นสำคัญที่จะทำให้เขาบรรลุเป้าหมายในชีวิตในการช่วยพัฒนาประเทศให้ดีขึ้น และคนรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพ
ควรเข้ามาทำงานการเมืองให้มากๆ เพื่อช่วยปรับภาพของวงการเมืองให้ดีขึ้นและเพื่อให้การเมืองของไทยกลายเป็นการเมืองที่สร้างสรรค์อย่างแท้จริง จึงทำให้ชื่อของ
“วินท์ สุธีรชัย” กลับมาเป็นที่จับตาในทั้งวงการธุรกิจและวงการเมืองภายใต้ ความมุ่งมั่นและเจตนารมณ์อันดีนี้จะสามารถเปลี่ยนแปลงประเทศได้มากน้อยเพียงใด


แหล่งที่มา : www.bangkokbiznews.com